บทความ


สร้างดาวกันคนละดวง

โพสต์8 ม.ค. 2562 17:59โดยนางสาวจินตนา สุขสมแดน   [ อัปเดต 8 ม.ค. 2562 18:00 ]

สร้างดาวกันคนละดวง 
นิภา สุขพิทักษ์ 
ศึกษานิเทศก์ สพป.กาญจนบุรี เขต 2 

“ดูสิ ครูคนนั้น เก่งจัง ทำงานคนเดียวตั้งหลายอย่าง” 

“อยากเก่งนัก ให้ทำคนเดียวไปแล้วกัน” 

คุณเคยได้ยินข้อความทำนองนี้บ้างไหม แล้วคุณคิดอย่างไร สงสาร เห็นใจ หรือสมน้ำหน้า ย้อนกลับมาดูตัวเราและเพื่อนเราในโรงเรียน เราปล่อยให้ทุกคนสร้างดาวกันคนละดวง หรือเราจะร่วมสร้างดาวดวงเดียวกัน

ในฐานะคนในแวดวงการศึกษา ดวงดาวในการทำงานของพวกเราคืออะไร “นักเรียน” ใช่หรือไม่ เชื่อว่าพวกเราคงคิดไม่ต่างกัน แต่ละคนต่างมีบทบาทหน้าที่ในส่วนของตนที่จะร่วมกันปั้น แต่ง ให้ “นักเรียน” เป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุข ในเมื่อเรามีเป้าหมายเป็นดาวดวงเดียวกัน ทำอย่างไรจะให้ดาวดวงนี้งดงาม สามารถเปล่งแสงในตัวเอง และเผื่อแผ่ไปสู่คนรอบข้างได้ นั่นก็หมายความว่า เราต้องมีภาพความสำเร็จของดาวที่ตรงกันก่อน ซึ่งภาพความสำเร็จของการศึกษาก็คือ มาตรฐานและตัวชี้วัดตามหลักสูตรนั่นเอง

ลองถามตัวเองว่า วิชา ชั้นที่เราสอนนั้น มีมาตรฐาน/ตัวชี้วัดอะไรบ้าง สามารถบอกได้เลยทันที หรือว่าต้องกลับไปเปิดเอกสารดูก่อน หรือไม่รู้ว่าจะไปดูจากที่ไหน หากยังเป็นประการหลัง ก็น่าสงสารนักเรียนที่ในแต่ละวันที่มาเรียน จะต้องพบเจอกับครูที่ไม่รู้ว่าต้องสอนนักเรียนให้มีความรู้ ความสามารถอะไร ไม่รู้ว่าภาพความสำเร็จของนักเรียนของตนนั้นเป็นอย่างไร ส่วนวิธีการไปสู่ภาพความสำเร็จนั้น อาจจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเทคนิค ความถนัดของครูแต่ละคน แต่สิ่งที่ครูทุกคนควรจะต้องตระหนักก็คือ ความรู้สามารถหาได้เพียงลัดมือเดียว (ใช้ Google) ทำอย่างไรจะให้นักเรียนรู้จักวิธีแสวงหาความรู้ ตรวจสอบความรู้ และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จนเกิดประโยชน์แก่ตนเอง เกิดประโยชน์ต่อบุคคลอื่น เกิดประโยชน์ต่อสังคม และเกิดประโยชน์ต่อโลก ครูก็เปรียบเหมือนพ่อแม่ของนักเรียน เราเลี้ยงดูเขาได้แค่ช่วงเวลาหนึ่ง ไม่อาจอยู่กับเขาไปตลอดชีวิต ทำอย่างไรนักเรียนของเราจะมีชีวิตอยู่ในโลกแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างแข็งแรง เป็นทั้งคนดี คนเก่ง และเป็นคนที่มีความสุข

และสำหรับพวกเราทุกคน ในอีกด้านหนึ่งก็ล้วนเป็นดาวที่มีแสงในตัวเอง มากบ้าง น้อยบ้าง บางครั้งก็เปล่งประกายอย่างเจิดจรัส แต่บางครั้งก็อาจจะอับแสง โดยเฉพาะในคืนที่มีเมฆมาบดบัง หากเรายืนหยัดด้วยความอดทน และมีความหวัง แสวงหาหนทางที่จะเดินไปข้างหน้า แม้จะช้า แต่ขอให้มั่นคง สักวันย่อมไปถึงเป้าหมายที่มุ่งหวังไว้ เพื่อสร้างดาวดวงเดียวกัน เมื่อมีแสงแรงกล้า ก็ควรจะเผื่อแผ่แก่เพื่อนครูรอบข้าง หากหมดแรงอ่อนแสงลง ก็อย่าได้ละอายที่จะยอมรับแสงจากคนอื่นบ้าง เพื่อปลุก กระตุ้นตัวเรา 

อย่าให้เป็นแบบ   “...หันหน้ากันคนละทาง สร้างดาวกันคนละดวง ช่วงชิงไปสู่สวรรค์ ใครไม่ทันเป็นคนหลงทาง...” 

------------------------------------------------------ 

*แรงบันดาลใจจากเพลง “กระต่ายกับเต่า” วงคาราวาน

รอยเชื่อมต่อระหว่างการศึกษาระดับปฐมวัยกับระดับประถมศึกษาปีที่ 1

โพสต์8 ม.ค. 2562 17:54โดยนางสาวจินตนา สุขสมแดน

รอยเชื่อมต่อระหว่างการศึกษาระดับปฐมวัยกับระดับประถมศึกษาปีที่ 1 

เบญจมาศ นุ่มวัฒนะ
ศึกษานิเทศก์ สพป.กาญจนบุรี เขต 2 

“เชื่อมต่อร้อยประสาน อนุบาลสู่ประถม 
พ่อแม่ครูเกลียวกลม เด็กสุขสมครูสุขใจ” 
                                                                    แสงใต้ 

การประสานรอยเชื่อมต่อระหว่างการศึกษาระดับปฐมวัยกับระดับประถมศึกษาปีที่ 1 เป็น กิจกรรมขับเคลื่อนที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เป็นสิ่งที่ส่งผลดีต่อการปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงของเด็กปฐมวัย ทำให้สามารถพัฒนาการเรียนรู้ได้อย่างราบรื่น แต่ธรรมชาติของเด็กวัยนี้ไม่ง่ายนักที่จะยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น การปรับตัวของเด็กในช่วงรอยเชื่อมต่อจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนและการช่วยเหลือจากครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง ตลอดจนบุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย การขับเคลื่อนดังกล่าวจึงจะประสบผลสำเร็จ

ผู้บริหารสถานศึกษา เป็นบุคคลแรกที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างรอยเชื่อมต่อ โดยต้องศึกษาหลักสูตรทั้งระดับปฐมวัยและระดับประถมศึกษา จัดระบบการบริหารงานด้านวิชาการที่จะเอื้อต่อการเชื่อมต่อการศึกษา เช่น จัดกิจกรรมให้ผู้สอนทั้งสองระดับมีโอกาสแลกเปลี่ยนและเผยแพร่ความรู้ใหม่ๆ จัดหาสื่อ วัสดุอุปกรณ์ กิจกรรมให้ความรู้ และจัดทำเอกสารเผยแพร่ให้กับพ่อแม่ ผู้ปกครองอย่างสม่ำเสมอ

ผู้สอนระดับปฐมวัย ศึกษาหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สร้างความเข้าใจให้กับผู้ปกครองและบุคลากรอื่นๆ เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กเป็นรายบุคคลเพื่อ ส่งต่อผู้สอนคนต่อไป พูดคุยกับเด็กถึงประสบการณ์ที่ดีๆ เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ในระดับชั้นประถมศึกษา จัดให้เด็กได้มีโอกาสทำความรู้จักกับผู้สอน ตลอดจนสภาพแวดล้อมและบรรยากาศของห้องเรียนชั้นประถมศึกษา จัดสื่อ วัสดุอุปกรณ์ หนังสือที่ส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้และมีประสบการณ์พื้นฐานที่สอดคล้องกับรอยเชื่อมต่อในการเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

ผู้สอนระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ต้องมีความรู้ ความเข้าใจในพัฒนาการเด็กปฐมวัย มีเจตคติที่ดีต่อการจัดประสบการณ์ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย จัดกิจกรรมให้เด็กและผู้ปกครองมีโอกาสได้ทำความรู้จักคุ้นเคยกับผู้สอนและห้องเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเปิดภาคเรียน จัดสภาพห้องเรียนให้ใกล้เคียงกับห้องเรียนระดับปฐมวัย เผยแพร่ข่าวสารด้านการเรียนรู้และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็ก พ่อแม่ ผู้ปกครอง และชุมชน

ผู้ปกครอง ศึกษาและทำความเข้าใจหลักสูตรของการศึกษาทั้งสองระดับ จัดเวลาในการทำกิจกรรมร่วมกับบุตรหลาน ร่วมมือกับผู้สอนและสถานศึกษาในการช่วยเตรียมตัวบุตรหลาน

การเริ่มต้นในสิ่งใหม่ย่อมพบกับอุปสรรคและปัญหาอยู่เสมอ แต่หากผู้บริหาร คุณครู ผู้ปกครอง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้ร่วมมือร่วมใจกัน การขับเคลื่อนประสานรอยเชื่อมต่อระหว่างการศึกษาระดับปฐมวัยกับระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ก็จะประสบผลสำเร็จ อันจะส่งผลให้เด็ก ได้เติบโตและมีพัฒนาการตามวัยอันเหมาะสมต่อไป

ICT เพื่อโลกในอนาคต เพื่อโลกแห่งการเรียนรู้

โพสต์7 ม.ค. 2562 23:54โดยนางสาวจินตนา สุขสมแดน

ICT เพื่อโลกในอนาคต เพื่อโลกแห่งการเรียนรู้ 

ปณีตา ตะพังพินิจการ
ศึกษานิเทศก์ สพป.กาญจนบุรี เขต 2 

ปัจจุบันการสื่อสารมิได้จำกัดขอบเขต Computer จึงเป็นอุปกรณ์ที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่ามีส่วนสำคัญและเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น รีโมท วิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ เตาไมโครเวฟ เครื่องคิดเงิน ฯลฯ ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้มักใส่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการทำงาน รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในสำนักงาน หรือ PC ในบ้าน

ในวงการศึกษานั้น คอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทในการจัดการเรียนการสอนของครูโดยการนำเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อผู้เรียนมาใช้ควบคู่กับอินเตอร์เน็ต (Internet) รวมถึงการติดต่อสื่อสารที่เป็นเทคโนโลยีเครือข่ายเหมือนใยแมงมุม โดยไม่จำกัดจำนวนผู้ใช้และข้อมูล การทำงานของอินเตอร์เน็ตจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ เกิดการพัฒนาศักยภาพของผู้รู้เป็นจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศและในสาขาวิชาต่างๆ ปัจจุบันการเป็นครูนั้นมีภาระงานที่ต้องรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ คือการพัฒนาคุณภาพคน ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครู คือ “ สอนคนที่ไม่รู้ให้รู้ ” ในโลกแห่งการเรียนรู้ ปัจจุบันครูจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับผู้เรียน โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แบบต่อเนื่องตลอดชีวิต ดังนั้นการศึกษาของโลกในอนาคต เทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีบทบาทสำคัญในการสอน การสื่อสารกับผู้เรียน การแนะนำให้คำปรึกษา การอธิบายเพิ่มเติม การแนะนำแหล่งเรียนรู้ต่างๆ และยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายที่จะใช้สำหรับการศึกษา เราจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถนำมาใช้ได้กับทุกระดับ ทุกสังคม โดยการแสวงหาความรู้ใหม่ๆ หรือภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้วนำมาประยุกต์ใช้กับตนเองและสังคม นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กับ ICT โดยมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเอง ไม่กลัวกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น พัฒนาการเรียนรู้และทัศนะที่มีความเหมาะสมกับการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ การใช้ ICT อย่างมีคุณธรรม จริยธรรม การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง การสร้างองค์ความรู้สู่สังคม การสร้างความเข้มแข็ง และการพัฒนาบุคลากรเพื่อให้สอดคล้องกับภาระงานและการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี

เทคโนโลยีกับการเรียนการสอน
ปกติเทคโนโลยีจะเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน 3 ลักษณะ คือ
1.การเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี (Learning about Technology) ได้แก่ การเรียนรู้ระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ เรียนรู้จนสามารถใช้ระบบคอมพิวเตอร์ได้ ทำระบบข้อมูลสารสนเทศและสื่อสารข้อมูลทางไกลผ่าน Email และ Internet ได้ เป็นต้น

2.การเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยี (Learning by Technology) ได้แก่ การเรียนรู้ความรู้ใหม่ ๆ และฝึกความสามารถทักษะบางประการโดยใช้สื่อเทคโนโลยี เช่น ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ทางโทรทัศน์ที่ส่งผ่านดาวเทียม การค้นคว้าเรื่องที่สนใจผ่าน Internet เป็นต้น

3.การเรียนรู้กับเทคโนโลยี (Learning with Technology) ได้แก่การเรียนรู้ด้วยระบบ การสื่อสาร 2 ทาง (Interactive) กับเทคโนโลยี เช่น การฝึกทักษะภาษากับโปรแกรมที่ให้ข้อมูลย้อนกลับถึงความถูกต้อง (Feedback) การฝึกการแก้ปัญหากับสถานการณ์จำลอง (Simulation) เป็นต้น

แนวคิดในการเพิ่มคุณค่าของเทคโนโลยีช่วยการเรียนรู้
1. การใช้เทคโนโลยีพัฒนากระบวนการทางปัญญา (Intellectual Skills) คือ กระบวนการที่มีองค์ประกอบสำคัญ คือ
(1) การรับรู้สิ่งเร้า (Stimulus)
(2) การจำแนกสิ่งเร้าจัดกลุ่มเป็นความคิดรวบยอด (Concept)
(3) การเชื่อมโยงความคิดรวบยอดเป็นกฎเกณฑ์ หลักการ (Rule) ด้วยวิธีอุปนัย (Inductive)
(4) การนำกฎเกณฑ์ หลักการไปประยุกต์ใช้ด้วยวิธีนิรนัย (Deductive)
(5) การสรุปเป็นองค์ความรู้ใหม่ ๆ (Generalization)

ระบบคอมพิวเตอร์มีสมรรถนะสูงที่จะช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีความฉลาดในกระบวนการทางปัญญานี้ โดยครูอาจจัดข้อมูลในเรื่องต่าง ๆ ในวิชาที่สอนให้ผู้เรียนฝึกรับรู้ แสวงหาข้อมูล นำมาวิเคราะห์กำหนดเป็นความคิดรวบยอดและใช้คอมพิวเตอร์ช่วยแสดงแผนผังความคิดรวบยอด (Concept Map) โยงเป็นกฎเกณฑ์ หลักการ ซึ่งผู้สอนสามารถจัดสถานการณ์ให้ผู้เรียนฝึกการนำกฎเกณฑ์ หลักการไปประยุกต์ จนสรุปเป็นองค์ความรู้อย่างมีเหตุผล บันทึกสะสมไว้เป็นคลังความรู้ของผู้เรียนต่อไป
2. การใช้เทคโนโลยีพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางหรือถือว่าผู้เรียนสำคัญที่สุดนั้น สามารถออกแบบแผนการเรียนการสอนให้ผู้เรียนมีโอกาสทำโครงงานแสวงหาความรู้ตามหลักสูตร หาความรู้ในเรื่องที่ผู้เรียนสนใจ หรือเพื่อแก้ปัญหา (Problem-Based Learning) การเรียนรู้ลักษณะนี้จะเริ่มต้นด้วยการกำหนดประเด็นเรื่อง (Theme) ตามมาด้วยการวางแผนกำหนดข้อมูลหรือสาระที่ต้องการ ผู้สอนอาจจัดบัญชีแสดงแหล่งข้อมูล (Sources) ทั้งจากเอกสารสิ่งพิมพ์ และจาก Electronic Sources เช่น ชื่อของ Web ต่าง ๆ ให้ผู้เรียนแสวงหาข้อมูล วิเคราะห์ สังเคราะห์ เป็นคำตอบ สร้างเป็นองค์ความรู้ต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือช่วย และครูช่วยกำกับผลการเรียนรู้ให้เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพที่ต้องการ

ทั้งนี้ครูจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยชี้แนะทิศทางของการแสวงหาความรู้หรือแนะนำผู้เรียนให้พัฒนาความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้นให้สอดคล้องกับมาตรฐานคุณภาพผลการเรียนรู้

เอกสารอ้างอิง
ออนไลน์. เข้าถึงได้จาก : https://nop7741.wordpress.com/ict-Z;yomuj8ho (วันที่ค้นข้อมูล : 6 ธันวาคม 2561)

ความดี สร้างได้

โพสต์7 ม.ค. 2562 23:46โดยนางสาวจินตนา สุขสมแดน   [ อัปเดต 8 ม.ค. 2562 18:02 ]

ความดี สร้างได้

สุภาพ จัดละ 
ศึกษานิเทศก์ สพป.กาญจนบุรี เขต 2 


“ช่วยกันสร้างคนดี ให้บ้านเมือง”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงพระราชทานให้กับคณะองคมนตรี ซึ่งเป็นที่มาของการพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม โดยมูลนิธิยุวสถิรคุณและต่อเนื่องมาจนถึงการขับเคลื่อนโรงเรียนคุณธรรม สพฐ.ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน 

เป้าหมายของการพัฒนา ก็คือเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญและอนาคตของชาติที่กำลังประสบปัญหาวิกฤติทางคุณธรรม จริยธรรม ทำให้ภาพของสังคมกลายเป็นสังคมที่มีความเสื่อมถอยด้านคุณธรรม จริยธรรม ทุกหน่วยงานจึงร่วมด้วยช่วยกันทุกวิถีทางที่จะแก้ปัญหาวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้ แต่ผลที่ปรากฏก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนและพัฒนาเรื่องคุณธรรม ในสถานศึกษา ทั้งๆที่ คุณธรรม เป็นเรื่องที่ต้องพัฒนาควบคู่ไปกับด้านวิชาการ เพราะปรากฏอยู่ในคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามที่หลักสูตรกำหนดไว้แล้ว หน่วยงานที่ส่งเสริม สนับสนุน ก็พยายามกำหนดนโยบาย ในรูปแบบของโครงการ กิจกรรมต่างๆ เพื่อให้มีการพัฒนาอย่างเข้มข้นขึ้น เช่น โครงการเสริมสร้างค่านิยมของคนไทย 12 ประการ โครงการโรงเรียนวิถีพุทธ โครงการโรงเรียนสุจริต สถานศึกษาพอเพียง ฯลฯ จนโรงเรียน (สถานศึกษา)เกิดความเบื่อหน่ายผลที่ได้ก็ยังไม่เกิดตามเป้าหมาย พอหมดวาระการติดตาม ก็เลิกทำ ไม่เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน สาเหตุเพราะการพัฒนาเรื่องความดีนั้นเป็นเรื่องที่ทำแล้ว เกิดผลยาก ความดีเป็นเรื่องนามธรรม ที่จับต้องไม่ได้ ต้องใช้เวลานาน การจัดลำดับความสำคัญในการพัฒนาจะอยู่ท้ายๆของแผนปฏิบัติการ ขาดความร่วมมือจากบุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้องทำให้ผู้บริหารและครูเกิดความท้อแท้ ขาดกำลังใจในการพัฒนา

โครงการโรงเรียนคุณธรรมสพฐ. จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานคาดหวังว่าจะทำให้การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมภายในสถานศึกษา มีการพัฒนาเรื่องการทำความดีได้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายได้ โดยใช้แนวทางของมูลนิธิยุวสถิรคุณ ในการให้สถานศึกษาดำเนินการพัฒนาเพราะเป็นการพัฒนาที่ต้องใช้การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายภายในโรงเรียน ขับเคลื่อนไปพร้อมๆกัน ซึ่งขั้นตอนการพัฒนาตามแนวทางของมูลนิธิยุวสถิรคุณ ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆดังนี้

1. สร้างความตระหนัก เข้าใจและยอมรับ ให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในโรงเรียน

2. สร้างแกนนำ โดยการพัฒนาศักยภาพของครูแกนนำ นักเรียนแกนนำ เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจและระดมสมองในการค้นหา “คุณธรรมเป้าหมาย”และพฤติกรรมบ่งชี้เชิงบวก พร้อมทั้งออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้คู่ความดี

3. กำหนดคุณธรรมอัตลักษณ์เป็นเป้าหมาย

4. ดำเนินงานโครงงานคุณธรรมเพื่อบรรลุเป้าหมาย ทุกคนในโรงเรียนต้องร่วมกันลงมือปฏิบัติ “โครงงานคุณธรรม”(Moral Project) เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติการเรียนรู้การสร้างสรรค์ความดี ประการสำคัญโครงงานของนักเรียน ต้องเป็นโครงงานที่เด็กคิด เด็กเลือก เด็กทำ เด็กนำเสนอ และทุกคนมีส่วนร่วมลงมือปฏิบัติจริง

5. สร้างแบบอย่างพฤติกรรมด้านคุณธรรม ทุกคนประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีด้านคุณธรรม

6. พัฒนาสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการพัฒนาคุณธรรม

7. แลกเปลี่ยนเรียนรู้ การศึกษาดูงานโรงเรียนคุณธรรมต้นแบบ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อความยั่งยืนของโรงเรียนคุณธรรม

8. ถอดบทเรียน จากผลการดำเนินงานเพื่อนำไปปรับปรุงกระบวนการพัฒนาโรงเรียนคุณธรรมของตนเองให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น

หัวใจสำคัญของการพัฒนาโรงเรียนคุณธรรมสพฐ. คือ การแปลงคุณธรรมให้เป็นจริยธรรมหรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ แนวปฏิบัติจึงใช้ตารางคุณธรรมอัตลักษณ์เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงาน

คุณธรรมอัตลักษณ์ ประกอบด้วยคุณธรรมเป้าหมายและพฤติกรรมบ่งชี้เชิงบวก(พฤติกรรมที่พึงประสงค์) แผนการปฏิบัติงานใช้ “โครงงานคุณธรรม”เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงานสร้างสรรค์ความดี ตัวชี้วัดความสำเร็จได้แก่ พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในโรงเรียนลดลงและพฤติกรรมที่พึงประสงค์ในโรงเรียนเพิ่มขึ้น

ถ้าทุกโรงเรียนได้ดำเนินการตามขั้นตอนทั้งหมดนี้ โดยเริ่มจากพฤติกรรมที่พึงประสงค์เล็กๆก่อน เชื่อว่าสิ่งที่ทุกคนคาดหวังไว้ คือความดี เกิดขึ้นได้แน่นอน และเกิดขึ้นกับบุคลากรที่อยู่ในโรงเรียนได้แก่ผู้บริหาร ครู นักเรียน รวมไปถึงผู้ปกครอง ส่งผลให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมร่วมกันเพื่อสร้างความดี ความสุขให้เกิดขึ้นในประเทศและยังเป็นการสนองพระราชกระแสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอีกด้วย

.................................................

The journal of our memory

โพสต์7 ม.ค. 2562 23:37โดยนางสาวจินตนา สุขสมแดน   [ อัปเดต 7 ม.ค. 2562 23:40 ]

The journal of our memory


ศิริวรรณภา บุญเส็ง
ศึกษานิเทศก์ สพป.กาญจนบุรี เขต 2

11 - 16 พฤศจิกายน 2561 พวกเราชาวสพป.กจ. 2 ได้ออกเดินทางจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2 มุ่งหน้าสู่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล และประเทศมาเลเซีย เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการอบรมพัฒนาการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษภายใต้โครงการส่งเสริม และพัฒนาความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษของครูผู้สอนภาษาอังกฤษ ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีเขต 2 โดยมีท่านผู้อำนวยการ ดร.อาดุลย์ พรมแสง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีเขต 2 เป็นที่ปรึกษา และให้การส่งเสริมสนับสนุน จนทำให้เกิดโครงการดีๆ ในครั้งนี้ขึ้นมาได้ โครงการนี้ มีจุดประสงค์เพื่อการพัฒนาภาษาอังกฤษของครูผู้สอนภาษาอังกฤษของเขตพื้นที่ ซึ่งได้รับการคัดเลือกมาจากครูผู้สอนที่มีความสามารถทางภาษาอังกฤษในระดับ B1 จากการสอบวัดความสามารถ CEFR ,ครูที่ผ่านการนิเทศ ติดตามภายใต้โครงการพัฒนาครูแกนนำภาษาอังกฤษที่ผ่านการอบรมพัฒนาภาษาอังกฤษระดับภูมิภาค, โรงเรียนที่มีผลการทดสอบทางการศึกษาในรายวิชาภาษาอังกฤษในระดับต้นๆ และโรงเรียนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศนโยบายเขตพื้นที่ ข้อ 6 ส่งเสริมภาษาสู่สากล ซึ่งผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะได้มีโอกาสเข้าร่วมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ และการดำเนินโครงการและกิจกรรมส่งเสริมภาษาอังกฤษจากทั้ง สพป.สตูล และสถาบันฝึกหัดครูวิทยาเขต เปอร์ลิส รัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย คณะที่เข้าร่วมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการอบรมพัฒนาในครั้งนี้ ประกอบด้วยครูผู้สอนและศึกษานิเทศก์สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีเขต 2 รวมทั้งหมดจำนวน23 ท่าน ก่อนการเดินทางเข้าสู่สถาบันฝึกหัดครูวิทยาเขตเปอร์ลิส รัฐเปอร์ลิสประเทศมาเลเซียนั้น คณะสพป.กจ. 2 ได้มีกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และซักซ้อมความเข้าใจในการดำเนินกิจกรรมและการปฏิบัติตนในประเทศมาเลเซียเบื้องต้น ด้วยกิจกรรมนี้ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนกิจกรรมส่งเสริมภาษาอังกฤษของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล ที่น่าสนใจและมีความหลากหลาย โดยสพป. สตูลนั้น มีสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติจึงก่อให้เกิดความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมทั้งของชาวไทยภาคใต้และชาวไทยมุสลิมนอกจากนั้น ยังได้รับอิทธิพลในการดำเนินชีวิตจากประเทศเพื่อนบ้านที่น่าสนใจของชาวมาเลเซียเนื่องจากบริเวณพื้นที่ของจังหวัดสตูลมีอาณาเขตติดต่อกับทางตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย ด้วยข้อดีประการนี้เองจึงเกิดการส่งเสริมการดำเนินงานด้านการจัดการศึกษาร่วมกันอันดีระหว่างหน่วยงานทางการศึกษาของประเทศมาเลเซียและ สพป. สตูล ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ การส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของทั้ง 2 หน่วยงาน อาทิเช่น การเข้าค่ายวิชาการแบบบูรณาการสาระการเรียนรู้ซึ่งมุ่งเน้นใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการแสดงศักยภาพของผู้เรียนจากทั้ง 2 ประเทศ การเข้าค่ายภาษาอังกฤษเพื่อส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษของนักเรียน การจัดคาราวานการศึกษาจากประเทศมาเลเซียสู่ สพป.สตูล โดยคณะบุคลากรของหน่วยงานทางการศึกษาของประเทศมาเลเซีย เพื่อการมอบทุนการศึกษาและอุปกรณ์การเรียนให้แก่โรงเรียนในสังกัด สพป.สตูล นับว่าเป็นการส่งเสริมและการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาระหว่างประเทศที่น่าชื่นชม นอกจากนี้ทั้ง ทาง สพป.กจ 2 และ สพป.สตูล ยังได้แลกเปลี่ยนการดำเนินงานการพัฒนาการศึกษาตามนโยบายการศึกษาของทั้ง 2 หน่วยงาน โดยมีนโยบายการศึกษาด้านการส่งเสริมภาษาสู่สากลที่มีหลักการปฏิบัติที่สอดคล้องกัน โดยมีคุณครูนุชรดี บำรุงเขต ครูโรงเรียนบ้านซ่อง เป็นตัวแทนของ สพป.กจ 2 นำเสนอแลกเปลี่ยนผลการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ตามนโยบายข้อที่ 6 ภาษาสู่สากล ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศ ในการประกวดผลงานการปฏิบัติตามนโยบายข้อที่ 6 ของ สพป.กจ 2 จากการแลกเปลี่ยนสามารถสร้างแรงแจงจูงใจให้เห็นได้ว่าการดำเนินการส่งเสริมความสามารถทางภาษาของผู้เรียนนั้นไม่ใช่สิ่งที่ท้าทายจนไม่สามารถดำเนินการให้ประสบความสำเร็จได้

หากแต่ปัจจัยสำคัญคือ การสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีโอกาสใช้ภาษาอังกฤษและการใช้ภาษาอังกฤษด้วยความกล้าแสดงออกโดยไร้ซึ่งความกดดัน และการเรียนรู้ของผู้เรียนจะเกิดขึ้นเองหลังจากการได้ใช้ทักษะทางภาษาของตน อีกกิจกรรมหนึ่งที่น่าสนใจและถือว่าเป็นประโยชน์ต่อคณะครูผู้สอนที่ได้ร่วมเดินทางแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้คือกิจกรรมร่วมแสดงความคิดเห็นภายใต้หัวข้อสัมมนาเรื่อง “Society defines us as a criminal of English Education” หรือชื่อไทยว่า “ครูผู้สอนภาษาอังกฤษมีส่วนรับผิดชอบต่อปัญหาการจัดการศึกษาภาษาอังกฤษอย่างไร” ครูผู้สอนต่างร่วมกันแสดงความคิดที่หลากหลายอย่างสร้างสรรค์ ทั้งในหลายๆ มุมมอง และสิ่งที่ผู้เข้าร่วมการสัมมนาได้แลกเปลี่ยนและมีความคิดเห็นตรงกันมากที่สุดคือ การปรับและการพัฒนาวิธีการสอนของครูผู้สอน ซึ่งสิ่งนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการสร้างผลผลิตทางภาษาของผู้เรียน การสอนภาษาอังกฤษนั้นเป็นการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเพราะผู้เรียนจะเป็นผู้ใช้ภาษาในสถานการณ์จริง ดังนั้นกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนจึงต้องเน้นที่สิ่งที่ผู้เรียนจะได้ปฏิบัติให้มากกว่ากาเรียนรู้โครงสร้างทางภาษา

ก่อนการเดินทางเข้าสู่สถาบันฝึกหัดครู วิทยาเขตเปร์ลิส รัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 นั้น ทางคณะศึกษาดูงานได้รับการเตรียมความพร้อมจากทาง สพป.สตูล โดยวิทยากรผู้ให้ความรู้ คือ นายกอเฉ็ม หมีนเหม รอง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล และ ครูช่วยราชการ นายร่มหลี สุมาลี ซึ่งเป็นผู้มีความสามารถและประสบการณ์ในการดำเนินงานการจัดการศึกษาระหว่างประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย ซึ่งนับว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากความมีเอกลักษณ์ในวัฒนธรรมของประเทศมาเลเซียเช่น วัฒนธรรมในการรับประทานอาหารด้วยมือเปล่าซึ่งเป็นวัฒนธรรมในการทานอาหารที่เป็นปกติ และยังคงรักษามาจนปัจจุบัน และการแสดงการทักทายอย่างสุภาพต่อบุคคลต่างๆ ทำให้คณะของเราสามารถปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เมื่อเดินทางเข้าสู่รัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย ด้วยการต้อนรับที่อบอุ่นของคณะบุคลากรของสถาบันฝึกหัดครูวิทยาเขตเปอร์ลิส สถานที่แรกที่คณะของเราได้เยี่ยมชม คือพิพิธภัณฑ์ความเป็นมาของรัฐเปอร์ลิส ที่จัดแสดงการปกครองของรัฐเปอร์ลิสในอดีต ซึ่งประเทศสยามนั้นเป็นส่วนหนึ่งของผู้ปกครอง และรัฐเปอร์ลิสนี้เองก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของประเทศสยามก่อนจะเป็นประเทศไทยในปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ได้จัดแสดงหลักฐานการปกครองของโดยประเทศสยามอย่างมากมายและสิ่งที่น่าประทับใจคือ ชาวมาเลเซียในรัฐเปอร์ลิสนี้ หลายคนยังคงเรียกชาวไทยว่าชาวสยาม (Siamese) อยู่ รัฐเปอร์ลิสนั้น แม่จะอยู่ในประเทศมาเลเซียก็ตามแต่เราสามารถสัมผัสได้ถึงความผสมผสานระหว่าง 2 วัฒนธรรมทั้งไทยและมาเลเซีย เช่น การเกษตร อาคารบ้านเรือน และการจราจร ทำให้รู้สึกเหมือนว่าคณะเดินทางนั้นยังคงอยู่ในประเทศไทยจึงไม่แปลกที่ประเทศมาเลเซียจะเปรียบเสมือนบ้านพี่เมืองน้องกับประเทศไทยเราถึงแม้จะมีเพียงภาษาเท่านั้นที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจน แต่แม้ว่าจะมีความหลากหลายสักเพียงใดไทยทั้ง 2 ประเทศนี้ก็ยังรักษาความสามัคคีระหว่างชาติเป็นอย่างดี (Unity in Diversity)

ณ สถาบันฝึกหัดครูวิทยาเขตเปอร์ลิส รัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซียนั้น คณะสพป.กจ.2 ได้รับการต้อนรับที่ยิ่งใหญ่และอบอุ่นจาคณะผู้บริหารทางการศึกษาของรัฐเปอร์ลิส และได้รับเกียรติในฐานะตัวแทนของประเทศไทยมิใช่เพียงแค่ตัวแทนของสำนักงานเขต การแลกเปลี่ยนที่น่าประทับใจอีกประการคือการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งในครั้งนี้ ทาง สพป.กจ. 2 ได้เตรียมการแสดงของคณะครูผู้ร่วมศึกษาดูงานครั้งนี้ ภายใต้ชื่อชุดการแสดง “รำขวัญข้าว” และได้รับความสนใจและความชื่นชมจากผู้ร่วมงานถึงความเป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทยและความสามารถของคณะครูผู้ร่วมแสดงอย่างมากมาย และทางคณะศึกษาดูงานได้เข้าร่วมนำเสนอผลงาน Best Practice ต่อคณะผู้บริหาร นักวิชาการ และอาจารย์จากสถาบันฝึกหัดครูจากวิทยาเขตต่างๆ ในงานสัปดาห์วิชาการของสถาบันฝึกหัดครู ซึ่งนับว่าเป็นเวทีการแสดงผลงานและเป็นโอกาสแห่งความภาคภูมิใจของคณะครูผู้เข้าศึกษาดูงาน โดยตัวแทนของครูผู้นำเสนอผลงานจาก สพป.กจ 2 คือ คุณครูกัญญาพัฒน์ มามาตร คุณครูจากโรงเรียนบ้านท่ามะกา นำเสนอผลงานในหัวข้อ“เทคนิควิทีการสอนด้วยเทคโนโลยี Plickers” ต่อจากนั้นคือ คุณครูผุสดี บัวงาม และคุณครูวนิตย์ สกุลสัตตบุษย์ คุณครูจากโรงเรียนวัดหนองพลับ นำเสนอผลงานในหัวข้อ “Teaching Aids for Learning Motivation สื่อการสอนเพื่อการสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้” และคณะศึกษาดูงานยังได้รับเกียรติให้เข้าชมโรงเรียนในสังกัดของสถาบันฝึกหัดครู วิทยาเขตเปอร์ลิส เพื่อศึกษาแลกเปลี่ยนการจัดการศึกษาและการอำนวยความสะดวกเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน ก่อนการเดินทางกลับ

การเดินทางศึกษาดูงาน ณ สถาบันฝึกหัดครู วิทยาเขตเปอร์ลิส รัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย ในครั้งนี้นอกจากจะเป็นโอกาสในการพัฒนาทักษะทางภาษาอังกฤษของครูผู้สอนภาษาอังกฤษสังกัด สพป.กจ 2 แล้วนั้น ยังสร้างความภาคภูมิใจและส่งเสริมความสามารถในการพัฒนาตนเองทั้งในด้านการสอนและการแสวงหาความรู้ที่จำเป็นในการพัฒนาตนเอง อีกทั้งยังเป็นการเปิดโลกทัศน์ที่น่าประทับต่อและมีคุณค่ายิ่งของคณะครูผู้เข้าร่วม การเรียนรู้นั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา เพราะความรู้นั้นอยู่รอบตัว แต่เมื่อขอบข่ายของการแสวงหาความรู้นั้นกว้างไกลมากขึ้น ก็ย่อมจะส่งผลให้ผู้แสวงหาความรู้นั้นได้ความรู้ที่มีความหลากหลายมากขึ้นและส่งผลให้เกิดการพัฒนาที่ไร้ซึ่งจุดสิ้นสุด


...........................................................................The End………………………………………….………………………

PLC กับการพัฒนาครูผู้สอนคณิตศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น

โพสต์7 ม.ค. 2562 23:24โดยนางสาวจินตนา สุขสมแดน   [ อัปเดต 7 ม.ค. 2562 23:27 ]

PLC กับการพัฒนาครูผู้สอนคณิตศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 
โรงเรียนขยายโอกาส สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2 


ศศิชา ทรัพย์ล้น 
ศึกษานิเทศก์ สพป.กาญจนบุรี เขต 2 


กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้คิดนวัตกรรม ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ หรือ PLC (Professional Learning Community) ซึ่งเข้ามามีบทบาทผลักดันในการปฏิรูปการศึกษา เพราะกับดักหนึ่งของการศึกษาไทย คือ ครูต้องมีความรู้และปรับเปลี่ยนให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก หลักการของ PLC ต้องการพัฒนาครู ให้ครูพัฒนาตนเอง ใช้เครือข่ายในโรงเรียน ในชุมชน เรียนรู้ด้วยตนเองจากแหล่งข้อมูล เรียนรู้จากเพื่อนครูด้วยกัน สุดท้ายช่วยกันประเมิน ร่วมกันแก้ปัญหา เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของตนเอง นำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนต่อไป (ณรงค์ ขุ้มทอง, 2560 : ออนไลน์)

ดร.อาดุลย์ พรมแสง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2 ได้ประกาศนโยบาย 12 ประการ ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2 และ ทำ MOU ระหว่างสำนักงานเขตพื้นที่กับโรงเรียนในสังกัด ให้โรงเรียนขับเคลื่อนนโยบายฯ ทั้ง 12 ประการ สู่การปฏิบัติในสถานศึกษา และได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนจำนวน 3 ข้อ ได้แก่ นโยบายที่ข้อ 1 เพิ่มผลสัมฤทธิ์ นโยบายข้อที่ 2 พิชิตอ่านเขียน และนโยบายข้อที่ 11 ฝึกปรือความพร้อมปฐมวัย (สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2, 2561, น.1-6)

ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2 ได้จัดทำโครงการขับเคลื่อนนโยบายสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2 ข้อที่ 1 เพิ่มผลสัมฤทธิ์ ได้จัดกิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้โครงการดังกล่าว อาทิ กิจกรรมถอดบทเรียนครูสอนดี 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้, กิจกรรมประชุมปฏิบัติการเพิ่มศักยภาพครูผู้สอน 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ เป็นต้น และข้าพเจ้าในฐานะศึกษานิเทศก์ผู้รับผิดชอบกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมประชุมปฏิบัติการเพิ่มศักยภาพครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในวันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม 2561 ณ ห้องประชุม โรงเรียนวัดทุ่งสมอ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์สถานที่จัดกิจกรรมจากนายนิพร เห็นประเสริฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดทุ่งสมอ ผู้เข้าร่วมการประชุมปฏิบัติการประกอบด้วยครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนขยายโอกาสในสังกัด โรงเรียนละ 1 คน การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 3 กิจกรรม ดังนี้

กิจกรรมที่ 1 แชร์ประสบการณ์ครูสอนดี

ครูสอนดีกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ จำนวน 3 คน ได้แก่ นางสาวธันยลิน พีรวิชัยนนท์ ครู โรงเรียนวัดสาลวนาราม นางสาวพรพิมล ตันติวรธรรม ครู โรงเรียนบ้านวังไผ่ และ นางธัญชนก เกตุแก้ว ครู โรงเรียนบ้านรางกระต่าย “พิริยะประชาวิทยาคาร” ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ กระบวนการพัฒนาผู้เรียน จนส่งผลให้โรงเรียนมีผลสัมฤทธิ์รายวิชาคณิตศาสตร์ ผลการสอบ O-NET ปีการศึกษา 2560 อยู่ในอันดับต้นของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2

กิจกรรมที่ 2 แลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคนิคการทำข้อสอบ O-NET

ครูสอนเก่งกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ซึ่งมีประสบการณ์การเป็นติวเตอร์ ได้แก่ นางสาววรารัตน์ สิงหกาญจน์สกุล ครู ร.ร.บ้านหลุมหิน แลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคนิคการทำข้อสอบ O-NET กับครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ 1) วิเคราะห์แนวข้อสอบตามโครงสร้างข้อสอบ O-NET (test blue print) 2) การเตรียมความพร้อมนักเรียนสู่การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ (O-NET) และ 3)เทคนิคการทำข้อสอบตามสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ทั้ง 5 สาระการเรียนรู้

กิจกรรมที่ 3 ถอดบทเรียนการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้กระบวนการ PLC

ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ร่วมถอดบทเรียนโดยใช้กระบวนการ PLC ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ 
1) กิจกรรมที่ดำเนินการ ประกอบด้วย 
1.1) การเตรียมความพร้อมในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 
1.2) การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 
1.3) แนวทางการจัดกิจกรรมยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 
1.4) การจัดสรรทรัพยากรที่เอื้อต่อการจัดกิจกรรมยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 
1.5) การกำหนดแผนการจัดกิจกรรมของครูผู้สอนเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 
2) ผลที่เกิดขึ้น ประกอบด้วย 
2.1) ร้อยละของผู้เรียนที่บรรลุจุดประสงค์/เป้าหมายตามที่กำหนดหลังจากการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 
2.2) เทคนิค/วิธีการในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ส่งผลให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมาย 
2.3) ช่วงเวลาในการดำเนินกิจกรรมที่เหมาะสมในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 
2.4) วิธีการประเมินความรู้ความเข้าใจของผู้เรียนระหว่างการจัดกิจกรรมยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 
2.5) การนำผลการประเมินมาปรับปรุงซ่อมเสริม หรือพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ และ 
2.6) ปัญหาอุปสรรคและการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการจัดกิจกรรมยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 
3) บทเรียนที่ได้รับ การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นหลังการจัดกิจกรรมยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 
4) ปัจจัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จ ปัจจัยที่ส่งผลให้การดำเนินกิจกรรมการยกระดับผลสัมฤทธิ์กทางการเรียนประสบความสำเร็จ 
5) การกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานในอนาคต การวางแผนการนำกิจกรรมที่ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไปใช้พัฒนาต่อยอดในอนาคต และ 
6) ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม/ข้อเสนอแนะอื่น ๆ

จากการสำรวจความคิดเห็นของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังการประชุมเชิงปฏิบัติการ พบว่า ครูผู้สอนคณิตศาสตร์มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมโดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก และมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมสรุปประเด็นได้ดังนี้ อยากให้มีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลที่ยั่งยืน ควรเพิ่มเนื้อหา ข้อสอบ และเทคนิควิธีการสอน เน้นกิจกรรมและกระบวนการกลุ่ม และใช้เวลาในการจัดกิจกรรมมากกว่านี้

ศึกษานิเทศก์ผู้รับผิดชอบกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น มีความคาดหวังว่า กระบวนการ PLC จะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาครูได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ทั้งนี้ การพัฒนาวิชาชีพครูควบคู่ไปกับการพัฒนาผู้เรียน การตรวจสอบ ทบทวนการปฏิบัติงานของครูจะมีผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน พัฒนาครูโดยการร่วมคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันปรับปรุง การทำงานของครู พัฒนาครู โดยการปฏิบัติงานจริงของครู พัฒนาครูโดยให้มีการเรียนรู้ร่วมกันแบบกัลยาณมิตร ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน


****************************************** 

แหล่งอ้างอิง
ณรงค์ ขุ้มทอง. 2560. PLC มิติใหม่ นวัตกรรมเพื่อคุณภาพการศึกษาไทย. [ระบบออนไลน์]. 
           https://www.matichon.co.th/columnists/news_484184. (10 ธันวาคม 2561) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2. 2561. คู่มือการขับเคลื่อนนโยบายของ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2. กาญจนบุรี : 
           พรสวรรค์การพิมพ์.

ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพกับการยกระดับคุณภาพ การศึกษาวิชาคณิตศาสตร์ ระดับประถมศึกษา

โพสต์7 ม.ค. 2562 22:24โดยนางสาวจินตนา สุขสมแดน   [ อัปเดต 7 ม.ค. 2562 23:26 ]

ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพกับการยกระดับคุณภาพ การศึกษาวิชาคณิตศาสตร์ ระดับประถมศึกษา


พันวนา พัฒนาอุดมสินค้า 
ศึกษานิเทศก์ สพป.กาญจนบุรี เขต 2 



ในฐานะที่เป็นศึกษานิเทศก์รับผิดชอบกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์มองว่าการยกระดับคุณภาพการศึกษาวิชาคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะระดับประถมศึกษา พบว่า สิ่งที่คิดว่าง่ายหลายเรื่องไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เนื่องจาก มุมมองของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาของโรงเรียนได้เปลี่ยนไปจากเดิม

การยกระดับคุณภาพการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาควรหันกลับมามอง ตระหนักและให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ...การยกระดับคุณภาพการศึกษา...ก่อนที่จะยกระดับคุณภาพการศึกษาควรเริ่มต้นจากการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยการพัฒนาสามมิติที่มีความสัมพันธ์เชิงระบบซึ่งกันและกัน ได้แก่ คุณภาพของปัจจัย (inputs) ที่ใช้ในการเรียนการสอน ได้แก่ หลักสูตร ครู และบุคลากรทางการศึกษา คุณภาพของกระบวนการ (process) ได้แก่ การเรียนการสอน และการบริหารจัดการ และ คุณภาพของผลผลิต (outputs) ทางการศึกษา ได้แก่ คุณภาพของนักเรียนอันประกอบด้วยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ โรงเรียนที่ดีควรใช้หลักประชาธิปไตยในเรื่องการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยเฉพาะคุณภาพของกระบวนการ ตั้งแต่เรื่องการบริหารจัดการ การจัดการเรียนการสอน นั่นคือ โรงเรียนต้องรับฟังความคิดเห็นของครู นักเรียน และผู้ปกครองในเรื่องการจัดการเรียนการสอน เพราะจะทำให้กระบวนการเรียนการสอนสอดคล้องกับความต้องการของนักเรียน และผู้ปกครอง นักเรียนเรียนรู้แบบมีความสุข

ปัญหาใหญ่ของการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ คือ สัมฤทธิผลทางการศึกษา คุณภาพการศึกษาอยู่ที่ระบบ เรายังให้ความสำคัญกับการวัดผลแบบเลือกตอบ และใช้การสอบเป็นการตัดสินผลการเรียนเสียเป็นส่วนใหญ่ ครูและนักเรียนให้ความสำคัญกับการจำเนื้อหาความรู้มากกว่าทักษะกระบวนการซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษา สิ่งที่สำคัญและอันตราย คือ O-NET กลายเป็นตัวกำกับกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครู ถึงเวลาแล้วที่เราควรหันกลับมาสนใจพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนตามตัวชี้วัดของหลักสูตร การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ควรนำตัวชี้วัดเป็นตัวตั้งแล้วจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้บรรลุตามตัวชี้วัด พร้อมทั้งสร้าง/พัฒนาสื่อให้สอดคล้องกับตัวชี้วัด และวัดผลประเมินผลโดยใช้รูปแบบข้อสอบหลากหลายทั้งแบบปรนัยเลือกตอบ แบบเชิงซ้อน แบบเขียนตอบ และแบบอัตนัยแสดงวิธีทำ

นอกจากนั้น ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการคุณภาพการศึกษาที่จะเสนอแนะให้โรงเรียนนำมาใช้ คือ วงจร PDCA และแนะนำให้นำกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เข้ามาใช้ในแต่ละขั้นตอนของ PDCA ซึ่งแนวคิดในการเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่น่าสนใจมีหลากหลายแนวคิดแต่ที่จะกล่าวถึง คือ แนวคิดของ ฐาปณัฐ อุดมศรี มี 6 ขั้นตอน คือ 
1) การแลกเปลี่ยนภาวะผู้นำ หมายถึง การส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้บริหารและครูมีโอกาสในการพัฒนาภาวะผู้นำในการปฏิบัติงานของตนเอง โดยการจัดกิจกรรมต่างๆ การอบรมพัฒนา การมอบภาระหน้าที่ที่มีความท้าท้ายรวมไปจนถึงการเสริมแรงทางบวกแก่ผู้บริหารและครูเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาภาวะผู้นำภายในตัวบุคคลได้อย่างแท้จริง 
2) การสนับสนุนปัจจัยแวดล้อม หมายถึง การร่วมกันจัดหา และสนับสนุนปัจจัยที่ส่งเสริมการปฏิบัติงานของผู้บริหารและครู โดยมีกระบวนการศึกษาความต้องการจำเป็น และการวางแผน การสนับสนุนปัจจัยอย่างเป็นระบบทั้งปัจจัยทางกายภาพ และปัจจัยทางชีวภาพ อาทิเช่น สื่อการจัดการเรียนรู้ เอกสาร วิทยากร เป็นต้น 
3) การกำหนดและแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมายในการปฏิบัติงานร่วมกัน หมายถึง การร่วมกันปฏิบัติตามวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมายในการปฏิบัติงานที่ผู้บริหาร และครูในโรงเรียนร่วมกันกำหนดขึ้น เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการสร้างการมีส่วนร่วม และก่อให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกันในการปฏิบัติงานต่างๆในโรงเรียน 
4) การปฏิบัติงานแบบร่วมมือ หมายถึง การปฏิบัติงานร่วมกันของผู้บริหาร และครูในงานที่ได้รับมอบหมายของตนเอง และงานส่วนรวมอย่างเต็มที่ รวมถึงการสร้างเครือข่ายการปฏิบัติงานในรูปแบบต่างๆ เช่น เครือข่ายอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ เครือข่ายระหว่างกลุ่มสาระ เครือข่ายระหว่างระดับชั้น เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวคิดและวิธีการปฏิบัติงานที่เป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างสมรรถนะของผู้บริหารและครู 
5) การปฏิบัติที่มุ่งผลลัพธ์เพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนและครู หมายถึง การปฏิบัติงานของผู้บริหารและครูที่เป็นการบูรณาการกลยุทธ์ และวิธีการที่หลากหลายในการบริหารงานและการจัดกระบวนการเรียนรู้ รวมถึงการปฏิบัติกิจกรรมอื่นๆที่นอกเหนือจากภาระงานที่กำหนด เช่น การพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ การเป็นแบบอย่างที่ดีโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างเต็มที่และมีผลสัมฤทธิ์บรรลุตามเป้าหมายที่โรงเรียนกำหนดไว้   และ 
6) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสะท้อนวิธีปฏิบัติ หมายถึง การพูดคุยสนทนากันระหว่างผู้บริหารและครูเกี่ยวกับกระบวนการและผลการปฏิบัติงานเพื่อสร้างความเชื่อใจ และเกิดการแลกเปลี่ยนแนวคิด การแบ่งปันกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน รวมถึงการเรียนรู้ข้อผิดพลาดต่างๆในการปฏิบัติงานจากประสบการณ์ของแต่ละบุคคล เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาการปฏิบัติงานต่อไป โดยการพูดคุยสนทนานั้นจะอยู่บนพื้นฐานของกระบวนการขัดเกลาทางสังคมและการชี้แนะแบบกัลยาณมิตร

การนำแนวคิดกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เข้ามาใช้ผสมกับกระบวนการบริหารโดยใช้วงจรเดมมิ่งในการนิเทศ ติดตาม การจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ตัวจักรที่สำคัญที่จะทำให้ประสบผลสำเร็จคือ ผู้บริหาร รองลงมา คือ ครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษา คือ ศึกษานิเทศก์ ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนิเทศให้สอดคล้อง สัมพันธ์กับโรงเรียน โดยมี เป้าหมายหลัก คือ การยกระดับคุณภาพการศึกษาวิชาคณิตศาสตร์ ระดับประถมศึกษา

การบริหารจัดการงานประกันคุณภาพภายในที่มีประสิทธิผลเพื่อการพัฒนางานประกันคุณภาพการศึกษา

โพสต์7 ม.ค. 2562 22:20โดยนางสาวจินตนา สุขสมแดน   [ อัปเดต 7 ม.ค. 2562 22:28 ]

การบริหารจัดการงานประกันคุณภาพภายในที่มีประสิทธิผล เพื่อการพัฒนางานประกันคุณภาพการศึกษา 


“ทำทุกวัน ทำทุกคน ไม่ใช่ภาระ แต่คือหน้าที่” 

ชลณา ม่วงหวาน
ศึกษานิเทศก์ สพป.กาญจนบุรี เขต 2

สถานศึกษามีหน้าที่ดำเนินงานประกันคุณภาพภายใน ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่กำหนดไว้ในหมวดที่ 6 มาตราที่ 47 และดำเนินการตามกฎกระทรวงกำหนด เพื่อให้มีมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้รับบริการ ในการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยบริหารจัดการตามมาตรฐานที่กำหนด ให้มีคุณภาพการศึกษาที่ใกล้เคียงกับสถานศึกษาอื่นๆ เพื่อตรวจสอบคุณภาพการศึกษา และรองรับการประเมินคุณภาพภายนอก การประกันคุณภาพภายในจึงเป็นการดำเนินงาน เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ส่งผลให้ผู้เรียนมีคุณภาพ สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมปัจจุบันได้อย่างมีความสุข ครูผู้สอนมีคุณภาพ ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ระบบการบริหารจัดการมีคุณภาพ ประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดประสิทธิผล สร้างความเชื่อมั่นให้กับบุคคลภายนอก ให้มีความมั่นใจในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในสถานศึกษา รวมทั้งสถานศึกษามีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เป็นที่ยอมรับของชุมชนและสังคม สถานศึกษาควรดำเนินการตามขั้นตอนระบบงานประกันคุณภาพเพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบ ประเมินผล โดยมีคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้แทนองค์กรในชุมชน ผู้นำชุมชน เครือข่ายผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ทำให้เกิดความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยนำมาตรฐานการศึกษามาจัดทำกรอบการดำเนินงานและปฏิบัติตามกรอบที่วางไว้ ทำให้การดำเนินงานเป็นระบบ มีการประชุมเพื่อร่วมรับฟังผลการปฏิบัติงาน และร่วมแก้ปัญหาเพื่อการพัฒนา พร้อมทั้งนำประสบการณ์เดิมมาพิจารณาหรือทบทวนการดำเนินงาน ช่วยให้ลดปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ควรมีการประสานหน่วยงานต้นสังกัด ให้ส่งเสริมสนับสนุน ช่วยเหลือ แนะนำ ติดตาม ตรวจสอบผลการดำเนินงานแบบกัลยาณมิตร เพื่อให้ทราบจุดเด่น จุดที่ควรพัฒนา และข้อเสนอแนะ แนวทางในการดำเนินงานเพื่อการปรับปรุง พัฒนา เตรียมพร้อมรับการประเมินภายนอกต่อไป

การดำเนินงานระบบประกันคุณภาพภายในที่ประสบความสำเร็จ ควรดำเนินการโดยใช้กระบวนการ PDCA เพราะเป็นกระบวนการปฏิบัติที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นจนสิ้นสุดการดำเนินงาน และมีความต่อเนื่อง โดยในแต่ละขั้นตอนควรมีกระบวนการ PLC เข้ามาช่วยในการหาแนวทางปฏิบัติหรือแก้ปัญหา เพื่อการพัฒนาร่วมกัน โดยได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะทำให้ได้รับข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแนวทางปฏิบัติที่ตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ต้องยึดหลัก ธรรมาภิบาล เพราะเป็นหลักการที่เหมาะสมกับการบริหารในปัจจุบัน รวมทั้งนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการ เพราะทำให้สะดวกรวดเร็วในการบริหาร และการดำเนินงาน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่ส่งเสริมให้ประสบความสำเร็จ คือ การบริหารจัดการของผู้บริหาร โดยผู้บริหารและครู ร่วมกันวางแผนปฏิบัติงานของสถานศึกษาการจัดการเรียนการสอน เนื่องจากครูมีความร่วมมือกัน ช่วยกันคิด วางแผน ปฏิบัติ และยอมรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน โดยไม่มีความขัดแย้งในองค์กร ที่สำคัญคือครูมีความรับผิดชอบ มีจิตวิญญาณของความเป็นครู รู้หน้าที่ และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ และหน่วยงานต้นสังกัด ควรให้ความช่วยเหลือ แนะนำ เพื่อการพัฒนาการศึกษาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป


ครูจะช่วยดูแลและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยได้อย่างไร

โพสต์7 ม.ค. 2562 22:15โดยนางสาวจินตนา สุขสมแดน   [ อัปเดต 7 ม.ค. 2562 22:29 ]

ครูจะช่วยดูแลและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยได้อย่างไร

คณาพร ปิ่นกุมภีร์
ศึกษานิเทศก์ สพป.กาญจนบุรี เขต 2

เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กที่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 2 - 6 ปี เด็กปฐมวัยจัดอยู่ในระยะวัยทองของชีวิต โดยเฉพาะ 3 ปีแรก เป็นจังหวะทองของการสร้างเสริมพัฒนาการเด็ก เป็นการวางรากฐานของการพัฒนาความเจริญเติบโตทุกด้านโดยเฉพาะทางด้านสมอง เพราะสมองเติบโตและพัฒนาเร็วที่สุด ดังนั้นการอบรมเลี้ยงดูในช่วงระยะนี้มีผลต่อคุณภาพของคนตลอดชีวิต เด็กในช่วงวัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการเริ่มต้นพัฒนาการให้มีการเรียนรู้ ขบวนการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และเกิดการเรียนรู้ คือ การเจริญเติบโต และพัฒนาการ ซึ่งถือเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดในการส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้เพื่อให้เด็กมีความเจริญเติบโต ทั้งทางด้านร่างกาย ด้านจิตใจ-อารมณ์ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา ในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย ได้มีนักวิชาการหลายๆท่านกำหนดแนวทาง และวิธีการพัฒนาบนพื้นฐานของพัฒนาการทางสมองของเด็กในแต่ละช่วงวัย เพราะช่วงวัยนี้เป็นช่วงวัยแห่งการเรียนรู้ ฉะนั้นการส่งเสริมความรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกับทุกคนและทุกครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีหน้าที่ในการอบรมเลี้ยงดูเด็กช่วงวัยนี้ก็คือ “ครู”

“ครู”เป็นบุคคลหนึ่งที่มีความสำคัญในการช่วยเหลือ ดูแลและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ถึงแม้ว่าสถาบันหลักที่สำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย คือ ครอบครัวก็ตาม แต่เนื่องจากในช่วงระยะเวลาหนึ่งที่เด็กอยู่กับครู ครูจึงจำเป็นที่จะต้องช่วยดูแลและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยตามหลักวิชาการและให้สอดคล้องกับพัฒนาการในทุกๆด้าน ให้เด็กได้มีความพร้อมในการดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ

การส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ควรส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้านไปพร้อมๆกันเพราะพัฒนาการแต่ละด้านมีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กัน รวมทั้งส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน พัฒนาการด้านร่างกาย : เด็กสามารถบังคับกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น เด็กชอบปีนป่าย ชอบเตะบอล ชอบเล่นในสนาม สามารถขี่จักรยานสามล้อได้ ดังนั้นการจัดสถานที่ให้ถูกสุขลักษณะให้เด็กได้พักผ่อนเต็มที่ มีสนามหญ้า สนามเด็กเล่นหาเครื่องเล่นที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการ เพราะการเล่น และการออกกำลังกายมีความสำคัญในการส่งเสริมให้เด็กแต่ละวัยเกิดการเรียนรู้ มีความสนุกสนาน ได้สำรวจค้นพบสิ่งใหม่ๆ ได้แสดงออกโดยเลียนแบบท่าทางต่างๆ เด็กสามารถเล่นและออกกำลังกายไปด้วยในขณะเดียวกัน หากเห็นว่าเด็กร่าเริงแจ่มใส แสดงว่า การเล่น และออกกำลังกาย เป็นการส่งเสริมพัฒนาการด้านจิตใจ - อารมณ์ ของเด็กอยู่ในระดับพอดี ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดช่วงหนึ่งเพราะเป็นช่วงเวลาที่เด็กเรียนรู้เรื่องต่างๆมากที่สุดในชีวิต เด็กจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เช่นไรในอนาคต ครูควรสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้อง รู้จักกินเป็น ดูเป็น ฟังเป็น บริโภคเป็น มีจิตใจที่ดีงาม มีการแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสม พร้อมที่จะออกสู่สังคม ซึ่งเป็นการส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคมให้เข้มแข็ง เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ดีขึ้น เรียนรู้ที่จะปฏิบัติตัว เพื่อให้สังคมยอมรับ ทำตัวให้เข้ากลุ่มได้ รู้จักให้ รับ รู้จักผ่อนปรน รู้จักแบ่งปัน รู้จักเสียสละมีจิตสาธารณะช่วยเหลือสังคม ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการเรียนรู้จากคำสอน คำอธิบายและการกระทำแบบอย่างที่ดีจากผู้ใหญ่ เพิ่มความรู้นอกห้องเรียนให้เด็กได้รู้จักสังคมภายนอกบ้างให้วิชาความรู้ในการดำรงชีวิตประจำวันทั่วไปตามสมควร เมื่อเด็กมีความพร้อมและเข้มแข็งในทุกด้านแล้ว ก็เป็นโอกาสทองที่ครูจะนำวิชาความรู้เข้าไปปลูกเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาให้กับเด็ก

สรุปว่า “ครู” เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการ ผ่านกิจกรรมการจัดประสบการณ์ ตามแนวคิดของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560

ทำอย่างไรให้เด็กอยากอ่านหนังสือ

โพสต์24 ก.ค. 2559 02:23โดยนางสาวจินตนา สุขสมแดน   [ อัปเดต 24 ก.ค. 2559 02:38 ]

ทำอย่างไรให้เด็กอยากอ่านหนังสือ


จันทนา ผ่องใส
 ศึกษานิเทศก์ สพป.กาญจนบุรี เขต 2

มีคนถาม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ว่า “ถ้าอยากให้เด็กโตขึ้นเป็นคนเก่งควรทำอย่างไร” อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ แนะนำว่า “ให้อ่านหนังสือให้เด็กฟัง”

คนถามคนเดิมถามซ้ำอีกว่า “ถ้าอยากให้เก่งแบบ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ล่ะจะต้องทำอย่างไร” อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ก็ตอบอีกว่า “ก็ให้อ่านหนังสือให้ฟังเยอะๆ”

จากคำตอบของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ คุณหมออุดม เพชรสังหาร เขียนในบทความ การอ่าน : การพัฒนาศักยภาพมนุษย์ แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ที่อยากให้ลูกเป็นคนเก่ง มีพัฒนาการทางด้านอารมณ์ สังคมและสติปัญญาที่ดีก็ให้อ่านหนังสือให้ลูกฟังบ่อยๆเพราะ ความสุขที่เกิดจากการนั่งบนตักแม่ภายในอ้อมกอดของแม่ฟังแม่อ่านหนังสือจะทำให้เด็กมีความสุขและประทับใจในการอ่านหนังสือ สุดท้ายก็จะเป็นคนรักการอ่านและการแสวงหาความรู้ไปตลอดชีวิต

จากการไปนิเทศด้านการอ่านการเขียนของนักเรียน พบว่ากิจกรรมที่คุณครูมักให้เด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ทำ คือเรียกมาอ่านหนังสือกับครู ซึ่งเด็กจะกลัวมากและเป็นปมด้อยให้เพื่อนล้อๆ เด็กจึงไม่ชอบการอ่านหนังสือ จึงอยากแนะนำให้คุณครูลองมาใช้กิจกรรม อ่านหนังสือให้เด็กฟังบ่อยๆบ้าง เพราะการอ่านหนังสือให้เด็กฟังจะเป็นการจุดประกายให้เด็กอยากรู้เรื่องต่างๆในหนังสือ เด็กจะสนใจฟังและมีความสุขสนุกสนานกับการได้ฟังครูอ่านเรื่องต่างๆเช่น บทร้องเล่น นิทาน เรื่องเกี่ยวกับสัตว์ เรื่องทางวิทยาศาสตร์ หรือเรื่องจากจินตนาการ จะส่งผลให้เด็กอยากอ่านหนังสือได้เอง เด็กจะสนใจพยายามหยิบหนังสือมาเปิดอ่านภาพ และอ่านออกเสียงเลียนแบบจากสิ่งที่ได้ฟัง จึงเป็นโอกาสทองที่ครูจะได้สอนอ่านให้เด็กชอบฟัง อยากอ่าน และ อ่านออก

และเมื่อได้มาศึกษาเรื่องการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยที่สอดคล้องกับการพัฒนาการทางสมอง เกี่ยวกับกระบวนการเริ่มต้นในการสอนภาษา สำหรับเด็กเริ่มหัดอ่าน ซึ่งมีขั้นตอนในการสอนคือ

ขั้นที่1 อ่านให้ฟัง ครูจะใช้ภาษาเพื่อการอ่านและการฟังโดยอ่านบทร้องเล่น คำคล้องจอง นิทานให้เด็กฟัง เมื่อเด็กได้ฟังสิ่งที่สนุก เด็กจะพยายามจดจำ เพื่อร้องหรืออ่านตามซึ่งความสำคัญอยู่ที่ลีลาการอ่านของครูเพราะเด็กต้องการต้นแบบและจังหวะจะโคนที่ชัดเจนเด็กจะซึมซับโดยตรง เมื่อเด็กท่องคลอตามได้จึงค่อยให้เห็นภาพและตัวอักษร เด็กจะเกิดการรับรู้และเชื่อมโยงว่าเสียงที่เขาออกมาตรงกับคำไหน

ขั้นที่ 2 อ่านด้วนกัน คือเด็กอ่านร่วมกับครูเช่นอ่านคลอหรืออ่านตาม เพื่อสร้างความมั่นใจในการอ่านให้เด็ก ที่สำคัญคือเด็กได้เปล่งเสียงออกมาและจะได้ยินเสียงตัวเอง แล้วจึงให้อ่านเป็นกลุ่มใหญ่(6-8 คน)เพื่อให้ทุกคนกล้าอ่าน อ่านเป็นกลุ่มเล็กลง (3-4คน) เพื่อความมั่นใจว่าเด็กทุกคนได้อ่านออกเสียง อ่านคู่ เพื่อช่วยเหลือและตรวจสอบกันและกัน และ อ่านคู่กับครู เพื่อช่วยเหลือและตรวจสอบการออกเสียงของเด็ก

ขั้นที่ 3 การอ่านในใจและอ่านเองเงียบๆ เกิดหลังจากฟังครูอ่านและอ่านออกเสียงตาม โดยเด็กอาจเริ่มต้นอ่านเองเงียบๆ หรือจับคู่กันอ่านซึ่งเด็กจะช่วยเหลือกันเอง โดยเด็กจะสนใจอ่านเองจากหนังสือที่เขาคุ้นเคยมาก่อน เช่นได้ฟังครูอ่านแล้ว หรือเป็นหนังสือที่อ่านง่าย สั้น มีภาพประกอบ

การอ่านหนังสือให้เด็กฟังจึงเป็นกิจกรรมที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาด้านการรับรู้ทางภาษาให้เด็ก นอกเหนือจากความสุข ความสนุก และกระตุ้นให้เด็กอยากอ่านหนังสือแล้ว เด็กจะรู้จักคำและมีคลังคำในสมองมาก ทำให้เด็กใช้ภาษาได้ดี จึงขอฝากคุณครูให้ช่วยอ่านหนังสือให้เด็กฟังบ่อยๆ (อ่านให้ฟังได้ทั้งเด็กเล็กและเด็กโต) โรงเรียนของเราอาจจะมีเด็กเก่งแบบ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ บ้างก็ได้

เอกสารอ้างอิง
บทความ การอ่าน : การพัฒนาศักยภาพมนุษย์ ของ หมออุดม เพชรสังหาร คู่มือการเรียนการสอนภาษาไทย “กระบวนการเรียนรู้ภาษาไทยเพื่อพัฒนาสมอง” ช่วงชั้นที่ 1 (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 3 ) ของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาการศึกษาขั้นพื้นฐาน

1-10 of 12